เงินเดือนเท่านี้ แบ่งซื้อประกันเท่าไรดี? สูตรจัดงบประกันแบบไม่ตึงมือ แต่ยังเซฟชีวิตได้
เมื่อโอกาสการลงทุนอยู่ใน “กองทุนสกุลเงิน USD” สรุป Highlight งาน Onshore USD Portfolios A Curated Perspective

ท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความผันผวนจากสงคราม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงทิศทางของนโยบายดอกเบี้ยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทำให้นักลงทุนหลายคนระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น เห็นได้จากการโยกเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยง และเลือกถือเงินสดในรูปของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงความขัดแย้งและเศรษฐกิจถดถอย ช่วยลดแรงผันผวนของพอร์ตได้
โดยในช่วงความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน ดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น +3.11% (Source: WS, 16 Apr 2026)
แต่ในทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส เพราะภาพใหญ่ของตลาดยังมีแรงหนุน ทั้งกำไรบริษัททั่วโลกที่มีแนวโน้มเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI รวมถึงสภาพคล่องในระบบที่ยังไม่ได้หายไป
ทำให้คำตอบของการลงทุนในช่วงนี้ ไม่ใช่การออกจากตลาด แต่คือการหาแหล่งพักเงินเพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในช่วงผันผวน และรอจังหวะการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงที่มีศักยภาพ
ซึ่งมุมมองการลงทุนนี้ มาจากงาน Onshore USD Portfolios A Curated Perspective ซึ่งเป็นงาน Exclusive Seminar จัดโดยธนาคารยูโอบี และ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ณ โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดย FinSpace ได้มีโอกาสเข้าไปร่วมฟัง เลยจะมาสรุปเนื้อหาให้ทุกคนได้อ่านกันเข้าใจง่าย ๆ แบบเนื้อ ๆ
UOB Investment Outlook View Q2/2026

โดยธนาคารยูโอบี มองว่า…
1. สงครามสหรัฐฯ และอิหร่าน เป็นเพียงผลกระทบระยะสั้นที่สร้างแรงกดดันในดัชนี S&P 500 ประมาณเฉลี่ย 4-8% เท่านั้น โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ในอดีต เวลามีความขัดแย้งหรือสงคราม ตลาดมักปรับตัวลดลงในระยะสั้นไม่เกินนี้ ก่อนกลับมาฟื้นตัวตามปัจจัยพื้นฐาน (Source: Bloomberg, UOB Global Economics & Markets Research)
ทางด้านราคาน้ำมัน จะขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของกำลังผลิตใน 1-3 เดือนหลังจากสงครามจบ และความไวในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งได้แบ่งออกเป็น 3 Scenario ด้วยกัน (Source: Bloomberg Intelligence)
1.1 > ฟื้นตัวเต็มที่ (Full Normalization) การผลิตและการขนส่งกลับมาเกือบปกติ อุปทานเข้าสู่ตลาดได้ตามเดิม ราคาน้ำมันมีโอกาสอยู่ในกรอบ 80–90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงมีโอกาสฟื้นตัว
1.2 > ฟื้นตัวบางส่วน (Partial Recovery) การผลิตเริ่มกลับมา แต่ยังมีข้อจำกัดบางส่วน ราคาน้ำมันมีแนวโน้มแกว่งในช่วง 90–110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งตลาดจะเริ่มปรับมุมมองใหม่ โดยพิจารณาว่ากลุ่มอุตสาหกรรมไหนได้รับผลกระทบมากหรือน้อย
1.3 > สะดุดอีกครั้ง (Renewed Disruption) การผลิตหรือการขนส่งยังมีปัญหา อุปทานตึงตัว ความเสี่ยงเพิ่ม ราคาน้ำมันอาจพุ่งเกิน 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งจะเป็นกรณีต้องปรับพอร์ตไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น
เมื่อแนวโน้มเป็นไปได้ทั้งหมด นักลงทุนควรเตรียมพอร์ตให้พร้อมรับมือกับหลายสถานการณ์ และประเมินว่าพอร์ตปัจจุบันสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่รับได้หรือไม่ ?
แต่หากสังเกตจาก 3 วิกฤตให้หลัง… Covid-19, Russia/Ukraine Conflict และ U.S Tariff ที่ทำให้ดัชนี MSCI World ปรับตัวลงลึก แต่ก็กลับทำจุดสูงสุดใหม่ได้ทุกครั้ง (Source: Bloomberg) เพราะตลาดให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐาน เช่น กำไรบริษัท การเติบโตของธุรกิจ และกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นโลก มาจากกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ซึ่งยังเป็นธีมสำคัญในการลงทุนระยะยาว
2. นโยบายการเงิน/การคลังยังหนุนตลาดให้สินทรัพย์เสี่ยงเติบโตต่อไปได้ โดยปัจจุบันนโยบายดอกเบี้ยยังอยู่ในทิศทางที่ค่อนข้างผ่อนคลาย ในขณะที่นโยบายการคลังของหลายประเทศใหญ่ ๆ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และฝั่งยุโรป ยังมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการขาดดุลการคลัง
ส่วนการลดดอกเบี้ยของ Fed ยังคงมีโอกาส 1-2 ครั้งในช่วงปลายปีนี้ แม้ราคาน้ำมันอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ แต่ Fed ไม่ได้พิจารณาแค่เงินเฟ้อเพียงอย่างเดียว ยังต้องดูการเติบโตทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงานประกอบด้วย จึงเป็นโอกาสที่ดีในการสะสมตราสารหนี้ เพื่อล็อก Yield ก่อนดอกเบี้ยขาลง
3. EPS Growth ประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนถูกปรับเพิ่มต่อเนื่องในปี 2026 แม้จะมีความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยตลาดที่ Outperform ได้แก่
– สหรัฐฯ = 18.5% ในเดือนเมษายน (เดือนก่อนหน้า = 16.0%) และ
– ตลาดเกิดใหม่ (EM) = 37.1% ในเดือนเมษายน (เดือนก่อนหน้า = 29.5%)
– MSCI World = 16.7% ในเดือนเมษายน (เดือนก่อนหน้า = 14.3%)
โดยมีกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ที่ช่วยลดต้นทุน และขยายการเติบโตไปยังหลายอุตสาหกรรมมากขึ้น
ดังนั้น หากตลาดมีจังหวะปรับฐานย่อตัวลง ถือเป็นโอกาสในการทยอยสะสมสินทรัพย์คุณภาพดี โดยเฉพาะตลาดที่เติบโตของกำไรแข็งแกร่ง และ Valuation ที่ยังไม่แพง (Source: IBES, Bloomberg as of 16 Apr 2026)
4. มุมมองค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ตั้งแต่ปี 2009 – ปัจจุบัน เงินดอลลาร์สหรัฐยังทำหน้าที่เป็น Safe Haven ได้ดี โดยปรับตัวขึ้นมาประมาณ 35% (Source: WS, 16 Apr 2026) โดยมีเหตุผลหลัก ดังนี้
– ดอลลาร์สหรัฐยังเป็นสกุลเงินหลักในการค้าระหว่างประเทศ
– ดอลลาร์สหรัฐยังเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศในสัดส่วนสูง
– ในช่วงวิกฤต นักลงทุนมักขายสินทรัพย์เสี่ยงและถือเงินสดในรูปดอลลาร์สหรัฐ- เมื่อเทียบกับเงินยูโร เยน หรือสกุลเงินอื่น ดอลลาร์สหรัฐยังมีความแข็งแกร่งมากกว่า
โดยค่าความสัมพันธ์ของเงินดอลลาร์สหรัฐ กับดัชนีหุ้นทั่วโลก MSCI World เป็นลบต่อกัน (Source: WS, 16 Apr 2026) จึงตอกย้ำเรื่องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้หากดัชนีหุ้นทั่วโลกผันผวน
แต่สำหรับมุมมองระยะสั้นต่อเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ มีโอกาสอ่อนค่าได้จากการฟื้นตัวของตลาด ซึ่งอาจเป็นจังหวะที่ดีในการทยอยสะสม USD เพื่อลดการกระจุกตัวในค่าเงินบาท
ทำให้ USD Onshore Solutions เป็นทางเลือกการลงทุนที่ ธนาคารยูโอบี นำเสนอภายในงาน…
Exploring USD Solutions โอกาสการลงทุนจากพันธมิตรระดับโลก
หลังจบช่วง Investment Outlook แล้ว ภายในงานยังได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากพันธมิตรระดับโลกอย่าง Amundi Investment Solutions และ Invesco Asset Management มานำเสนอทางเลือกการลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน ผ่าน 2 ธีมการลงทุน
1. Global Fixed Income Theme (by Amundi)
สำหรับนักลงทุนที่อยากพักเงินเพื่อรอจังหวะการลงทุนที่มั่นใจ แต่ก็ยังอยากได้โอกาสรับผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจ สามารถเลือกลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ที่มีสภาพคล่องสูง และมีความผันผวนค่อนข้างต่ำ โดยกองทุนที่แนะนำ ได้แก่
กองทุนตราสารหนี้ USDREADY – ระดับความเสี่ยง 4 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างต่ำ)
เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น โดยเฉพาะตราสารตลาดเงินคุณภาพสูง มีความน่าเชื่อถือ ระดับ Investment Grade โดยมี Average Rating A+ อีกทั้งยังกระจายความเสี่ยงในหลายประเทศ และหลายอุตสาหกรรมเพื่อลดความเสี่ยงผิดนัดชำระ ทั้งนี้ อายุของตราสารเฉลี่ยมีเพียง 37 วัน (WAM) สะท้อนโอกาสการผิดชำระหนี้ที่ค่อนข้างต่ำลงไปอีก (Source: Amundi AM, Data as of 27/03/2026)
ในส่วนของนโยบายการลงทุน กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี เรดดี้ ฟันด์ เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ ชื่อ Amundi Funds Cash USD (I2 USD class) (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV
ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนหลัก (Source: Amundi AM, Data as of 26/03/2026)*
– 3M = +3.58%
– 6M = +3.82%
– 12M = +4.21%
– YTD = +3.55%
*ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม https://www.uobam.co.th/th/mutual-fund/01028/USDREADY
2. Global Equity Theme (by Invesco)
อีกหนึ่งทางเลือก สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเปิดโหมด Risk On ในบริษัทที่มีศักยภาพเติบโต ด้วยมุมมอง EPS Growth ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องของ MSCI World รวมถึงสถิติหลังสงครามจบในอีก 12 เดือนข้างหน้า ที่หุ้นโลกมักให้ผลตอบแทนเป็นบวก จาก 7 ใน 11 ของสงครามทั้งหมด (เฉลี่ยทุกเหตุการณ์ +7.8%) หลังจากที่ผ่านจุดพีก (Source: Economic Policy Uncertainty, 31 December 2025) โดยกองทุนที่แนะนำ ได้แก่
กองทุนหุ้นทั่วโลก UGFO-USD – มีระดับความเสี่ยง 6 (เสี่ยงสูง)
กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ยูเอสดี โกลบอล ฟาวน์เดอร์ แอนด์ โอว์เนอร์ ฟันด์ เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ Invesco Global Founders & Owners Fund (Class C-Acc (USD)) (“กองทุนหลัก”) เพียงกองทุนเดียว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนหรือหุ้นของบริษัททั่วโลกครอบคลุมสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย โดยมีทีมผู้บริหารเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท (Founders) และผู้ถือหุ้นของบริษัท (Owners) ในสัดส่วนที่สูง
ภายใต้คอนเซปต์ Skin in the Game ความหมายคือ การมีส่วนได้ส่วนเสียสูง จะทำให้ทุกการตัดสินใจจะคำนึงถึงการเติบโตในระยะยาวมากกว่าระยะสั้น หาสิ่งที่คุ้มค่าจริง ๆ ให้กับกิจการ กล้าคิด กล้าพัฒนาในสิ่งที่แตกต่าง และรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น เสมือนเป็นเงินของตัวเอง ยกตัวอย่าง Jensen Huang, Founder of Nvidia
ผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนหลัก (Data as of 28/02/2026)*
– ปี 2023= +42.29%
– ปี 2024 = +25.08%
– ปี 2025 = +17.59%
*ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
ดูข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม https://www.uobam.co.th/EN/mutual-fund/01000/UGFO-USD
โดยทั้ง 2 กองทุน ถือเป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่มีเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD) และต้องการต่อยอดการลงทุนผ่านกองทุนรวมสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ที่จดทะเบียนในไทย และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. โดยมีจุดเด่น
– ไม่เสียภาษีจากกำไรส่วนต่าง Capital Gain (เงื่อนไขเป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด)
– ผลตอบแทนใกล้เคียงกับสกุลเงิน USD เนื่องจากความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนลดลง
– ได้ความยืดหยุ่นในการลงทุนในสินทรัพย์ระดับโลก
นอกจากนี้ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ยังมีกองทุน USD อื่น ๆ ที่น่าสนใจในการจัดพอร์ตทั้ง Core & Satellite ครอบคลุมทุก Asset Class หากสนใจอยากอ่านข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสแกน QR Code ได้ที่รูปด้านนี้เลยครับ

สรุป 3 Key Takeaways: USD Onshore Solutions
สิ่งที่ FinSpace ได้จากการเข้าร่วมฟัง สามารถสรุปออกมาเป็น 3 Key Takeaways ได้ดังนี้
1. Stay Invested
อย่าเพิ่งออกจากตลาดในช่วงผันผวน เพราะเราอาจพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเก็บของถูก
2. Stay Diversified
กระจายการลงทุนทั้งในแง่สินทรัพย์และสกุลเงิน (THB/USD) เพื่อลดความเสี่ยงค่าเงินบาทผันผวน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ต
3. Use Onshore Solutions
ใช้ประโยชน์จากกองทุน USD ที่จดทะเบียนในไทย เพื่อความสะดวกและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
และขอทิ้งท้ายด้วยความตั้งใจของ ธนาคารยูโอบี และ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ในการให้ความสำคัญในการคัดเลือกผลิตภัณฑ์และช่วงเวลาการลงทุนที่เหมาะสม เพื่อให้กองทุนทนทานต่อความผันผวน และฟื้นตัวได้เร็วกว่าตลาดเมื่อตลาดกลับตัว
โดยพยายามนำเสนอกองทุนใหม่ ๆ ในจังหวะที่ตลาดไม่ได้อยู่ในภาวะ Overbought หรือไม่ได้ตามกระแสมากจนเกินไป และลดโอกาสที่ราคาจะปรับตัวลงแรงหลัง IPO
รวมถึง การพยายามคาดการณ์อนาคตให้ได้มากที่สุด แม้การคาดการณ์จะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยข้อมูล ประสบการณ์ และผู้เชี่ยวชาญทั้งในไทยและต่างประเทศ เราจะพยายามวิเคราะห์ให้ใกล้เคียงที่สุด ด้วยความร่วมมือจากพันธมิตรระดับโลก
สนับสนุนโดย ธนาคารยูโอบี และ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)
คำเตือน :
– ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนและการลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงินและไม่สามารถรับรองผลตอบแทนได้
– การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งอาจทําให้ได้รับเงินคืนตํ่ากว่าเงินลงทุนเริ่มแรก และมีความเสี่ยงที่ทางการของต่างประเทศอาจออกมาตรการในภาวะที่เกิดวิกฤตการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้กองทุนไม่สามารถนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนด
– กองทุน UGFT-USD, UGFO-USD, UGTECH-USD, UUSTECH-USD, UIFT-USD, UGIS-USD, UGDIVP-USD และ USDREADY มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (fully hedged) (95%-105% ของมูลค่าความเสี่ยง) ทั้งนี้ กรณีกองทุนลงทุนในตราสารที่เป็นสกุลเงินอื่นนอกเหนือจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กองทุนจะเข้าทําสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจํานวน (fully hedged)
– กองทุน UGTECH-USD ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและผู้ออก และกองทุน UUSTECH-USD และกองทุน UUSTECH ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐอเมริกา จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก
– กองทุน UGIS-N, UIFT-N และ UGFT มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งหมด (fully hedged) (95%-105% ของมูลค่าความเสี่ยง)
– กองทุน UGDIVP และ UUUSTECH มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (dynamic hedging) (0%-105% ของมูลค่าความเสี่ยง)
– ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
– ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่เป็นการทั่วไป โดยข้อมูล คำแนะนำและการแสดงความเห็นที่ปรากฏในเอกสารนี้จัดทำขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ โดยไม่ได้มุ่งหมายให้ถือเป็นการชักชวนหรือชี้นำให้ซื้อขายกองทุนรวมต่างๆ ตามที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้
