FinSpace

จับจังหวะซื้อแบบ Market Timing หรือ ทยอยลงทุนแบบ DCA

ลงทุนแบบไหนดี ? ระหว่างทุ่มเงินก้อนซื้อไปเลยทีเดียว หรือ ทยอยลงทุนเป็นประจำทุกเดือน สไตล์ไหนเหมาะกับใคร

กลยุทธ์การเข้าลงทุนที่เรานิยมกันนั้น จะมีอยู่ 2 สไตล์หลักๆ นั่นคือ

  1. วิธีจับจังหวะลงทุนแบบ Market Timing
  2. วิธีการทยอยลงทุนถัวเฉลี่ยต้นทุนแบบ DCA

แต่คำถามที่อยู่ในใจของหลายคนก็คือควรจะเลือกกลยุทธ์แบบไหนถึงดี เพื่อให้เหมาะกับตัวเองมากที่สุด วันนี้เราสรุปมาแล้วแบบง่ายๆ

Market Timing และ DCA คืออะไร ?

Market Timing และ DCA คืออะไร

Market Timing คือ กลยุทธ์การลงทุนด้วยการประเมินทิศทางตลาด โดยใช้เครื่องมือทางเทคนิค และการวิเคราะห์เศรษฐกิจประกอบกัน เพื่อหาจังหวะเข้าซื้อขาย โดยมุ่งหมายที่จะซื้อในจุดที่ราคาต่ำสุด และขายในจุดที่ราคาสูงสุด

DCA (Dollar-cost Averaging) คือ การทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน โดยซื้อหลักทรัพย์ในจำนวนเงินที่เท่าๆ กันทุกงวด แบบไม่ต้องสนใจราคา เช่น ตั้งใจว่าจะซื้อหุ้น A จำนวน 5,000 บาท ทุกวันที่ 5 ของเดือน เป็นระยะเวลา 5 ปี

Market Timing และ DCAเหมาะกับใคร ?

Market Timing เหมาะกับใคร

  1. วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจได้แม่นยำ
  2. มีความรู้เรื่องการวิเคราะห์ทางเทคนิค
  3. มีเงินก้อน และกำลังรอคอยเวลาลงทุนที่เหมาะสม

DCA เหมาะกับใคร

  1. ไม่มีเวลาในการติดตามข้อมูล
  2. มีเงินเริ่มต้นลงทุนไม่มาก
  3. ต้องการสร้างวินัยในการลงทุน

กรณีศึกษาการลงทุนแบบ DCA

ตัวอย่างวิธีการลงทุนแบบ DCA

ตัวอย่างเช่น ลงทุนในหุ้น XYZ ด้วยเงินจำนวน 60,000 บาท โดยการ DCA เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน

เมื่อครบ 12 เดือน หากขายหุ้น XYZ เราจะได้รับผลตอบแทน 10.53% หรือ 6,318 บาท

กรณีศึกษาการลงทุนแบบ Market Timing

ตัวอย่างวิธีการลงทุนแบบ Market Timing

ตัวอย่างเช่น ลงทุนในหุ้น XYZ ด้วยเงินจำนวน 60,000 บาท โดยวิธีการ Market Timing

เหตุการณ์แรก หากจับจังหวะถูกต้อง เข้าซื้อในเดือน เม.ย. ที่ราคาหุ้นอยู่ในจุดต่ำสุด

เมื่อถึงสิ้นปี หากขายหุ้น XYZ จะได้รับผลตอบแทน 31.25% หรือ 18,570 บาท

เหตุการณ์สอง หากจับจังหวะผิดพลาด เข้าซื้อในเดือนพ.ย. ที่ราคาหุ้นอยู่ในจุดสูงสุด

เมื่อถึงสิ้นปี หากขายหุ้น XYZ  จะขาดทุน 4.55% หรือ -2,733 บาท

บทสรุป

บทสรุป Market Timing และ DCA
  1. การลงทุนแบบ Market Timing มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูง หากสามารถจับจังหวะลงทุนได้แม่นยำ แต่ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนได้เช่นกันหากเข้าลงทุนผิดพลาด
  2. การลงทุนแบบ DCA ได้ผลตอบแทนน้อยกว่า แต่มีข้อดีตรงที่ถัวเฉลี่ยความเสี่ยง ถึงแม้จะไม่ได้กำไรสูงสุด แต่ก็ไม่ขาดทุนแบบกู่ไม่กลับ
  3. ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวในการลงทุน มีเพียงวิธีการที่เหมาะสมกับตัวเองเท่านั้น


ติดตามบทความอื่น ๆ อีกมากมายได้ที่ www.finspace.co
ติดตามเรื่องราวการเงินที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณก่อนใครได้ที่
Facebook : FinSpace
LINE Official : http://bit.ly/2qL8S48
Twitter : http://bit.ly/2keFfVD
Instagram : http://bit.ly/2ktv2o7
Blockdit : https://bit.ly/37EWqmb

FinSpace

https://www.finspace.co/

"เรื่องราวการเงินที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณ"

Related post

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *