ลงทุนอะไรสู้ภัยโควิด-19 โดย AKN Blog

ลงทุนสู้ Covid-19

หากกล่าวถึงการลงทุนในยามนี้ อาจกลายเป็นคำแสลงหูของใครหลายๆคน เนื่องจากช่วงนี้ตลาดการลงทุนนั้นเคลื่อนไหวแบบไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ เยอรมนี ฝรั่งเศส หรือ ญี่ปุ่น ที่ปรับตัวบวกขึ้นลงต่อวันกันได้สูงสุดถึงเกือบๆ 10% เรียกได้ว่าราคาเคลื่อนไหวกันไม่เกรงใจคำว่าประเทศพัฒนาแล้วกันบ้างเลย

ครั้นจะไปลงทุนในตราสารหนี้ อยู่ดีๆ ความเชื่อมั่นก็หด หุ้นกู้เกรดดีๆ ก็โดนทิ้งไม่ต่างจากเศษกระดาษ พันธบัตรรัฐบาลก็โดนกระหน่ำขายไม่ต่างกัน พอจะลงทุนทองคำที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยชั้นดี ก็ดันลงตามตลาดหุ้นทื่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงเสียฉิบ

แล้วอย่างนั้นนักลงทุนอย่างเราๆ จะทำอย่างไรกันดี วันนี้ AKN Blog ขอลองแนะนำดู เผื่อจะนำไปใช้ให้หายข้องใจในช่วงนี้กัน

1. Cash is King

Cash is King

“Cash is King” ยังคงเป็นคำกล่าวที่เป็นอมตะอยู่เสมอ ในยามที่ตลาดมีความผันผวนเช่นนี้ การถือเงินสดในรูปแบบของเงินฝากเพื่อช้อนซื้อของดีราคาถูก นับว่าเป็นอะไรที่เหมาะสมอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม การช้อนครั้งนี้อาจต้องดูภาวะตลาดดีๆ จะได้ไม่ช้อนหักเพราะของดีราคาถูกร่วงลงมาแรง

2. ใช้กองทุนตลาดเงินและกองทุนตั๋วเงินคลังเป็นที่พักเงินชั่วคราว

ซื้อกองทุนตลาดเงิน

หากมองว่าถือครองเงินสดนั้น เป็นเรื่องที่เสียโอกาสเป็นอย่างยิ่ง เหมือนอย่างที่ป๋าเรย์ ดาลิโอ ผู้จัดการกองทุน Hedge Fund ใหญ่ที่สุดในโลกเคยกล่าวเอาไว้ว่า “Cash is Trash” เมื่อต้นปีที่ผ่านมา (สมัยที่โควิด-19 ยังไม่แพร่กระจายนอกจีนนัก) ก่อนที่ล่าสุดจะเผยออกมาว่าพอร์ตการลงทุนขาดทุนกว่า 20% ในที่สุด ก็อยากให้เข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยจำพวกตั๋วเงินคลัง ซึ่งมีสภาพคล่องสูง เพราะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ออกและให้การรับรองโดยรัฐบาล เพื่อสร้างผลตอบแทนไปควบคู่กับการคงสถานะสภาพคล่องเอาไว้่ และค่อยรอช้อน เหมือนกรณี Cash is King นั่นเอง อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนที่ซื้อกองทุนเป็นหลัก อาจใช้กองทุนตลาดเงิน และกองทุนตั๋็วเงินคลังเป็นที่พักเงินชั่วคราวก็ทำได้เช่นเดียวกัน

3. ทองคำ ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยไม่เสื่อมคลาย

ซื้อทองคำ

หรือถ้าความกังวลในช่วงนี้ทำให้ท่านทั้งหลาย “จิตตก” ถึงขั้นแทบจะไม่กล้าลงทุน และมองว่าเศรษฐกิจคราวนี้วิกฤติแน่นอน “ทองคำ” ซึ่งเป็น 1 ในสินทรัพย์ปลอดภัยทั้งหลายก็ยังไม่เสื่อมคลายความน่าสนใจแต่อย่างใด แต่แน่นอนว่าช่วง 2 เดือนก่อนหน้ามี 1 ปรากฏการณ์ที่เราได้เห็นกันก็คือ ทองคำดันลงตามตลาดหุ้นเสียฉิบ แล้วอย่างนี้จะบอกว่าปลอดภัยได้อย่างไร

ก่อนอื่นเลยก็ต้องบอกว่าเป็นเรื่อง “ปกติ” เพราะจากสถิติย้อนหลังในช่วงเศรษฐกิจยุคใหม่นั้น ไม่ว่าจะในวิกฤติ Dot Com หรือ Subprime ก็ตาม ทองคำมักเคลื่อนไหวคล้ายๆกับหุ้นในช่วงเริ่มต้นของวิกฤติ จากนั้นเมื่อความกลัวเข้าครอบงำอย่างเต็มที่ จึงจะสามารถทำหน้าที่ได้ของสินทรัพย์ปลอดภัยได้อย่างเต็มที่

ซึ่งในรอบ Dot Com นั้นใช้เวลาถึง 3 เดือนจากจุดสูงสุดของตลาดหุ้น ขณะที่ในรอบ Subprime ในช่วงแรกที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงจากจุดสูงสุดทองคำก็ทำหน้าที่เป็นอย่างดี ด้วยการกลายเป็นขาขึ้นถึง 8 เดือน ก่อนที่จะกลับตัวเป็นขาลงอีก 8 เดือน และกลายเป็นขาขึ้นครั้งใหญ่ไปอีกเกือบ 3 ปี แม้ว่าจะผ่านพ้นวิกฤติไปแล้วก็ตาม

ดังนั้นแล้วการจะเข้าลงทุนในทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยนั้น ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่ามันปลอดภัยในแง่ที่ไม่เป็นศูนย์ มิใช่ไม่ขาดทุนเลย พร้อมกับต้องทำความเข้าใจด้วยว่าบางครั้งนักลงทุนอย่างเราๆ ท่านๆ ก็รับรู้ความเสี่ยงแตกต่างกันออกไป บางคนอาจกลัวตอนที่คนอื่นกล้า บางคนอาจกล้าตอนที่คนอื่นกลัว เมื่อประกอบกับบางครั้งเองเราๆ ท่านๆ ก็ไร้เหตุผลได้เช่นเดียวกัน ทำให้ความผันผวนของสินทรัพย์ต่างๆนั้น เกิดขึ้นได้ไม่สื้นสุด

4. พันธบัตรรัฐบาล ระยะกลางถึงยาวเป็นตัวเลือกที่ดี

พันธบัตรรัฐบาลระยะกลางถึงยาว

พันธบัตรรัฐบาลระยะกลางถึงยาว ยังคงเป็น 1 ในตัวเลือกที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาวะที่ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง แต่แม้กระทั่งในการลงทุนแบบนี้นั้น ก็ต้องทำความเข้าใจคล้ายๆ กับทองคือ ผันผวนได้สูงเช่นเดียวกัน ซึ่งเจ้าตัวความผันผวนนี้ก็มาจาก “ค่าเสียโอกาส” ที่แปลงออกมาเป็นคำว่า Duration นั่นเอง ซึ่งเจ้าค่า Duration นี้ยิ่งเยอะจะหมายถึงยิ่งมีโอกาสขึ้นลงได้แรง เมื่อประกอบกับภาวะตลาดที่ไม่ปรกติ จึงอาจทำให้เจอจังหวะผันผวนได้บ้าง มากน้อยตามอายุและอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาลนั้นๆ แต่หากมุมมองการลงทุนของเราเชื่อว่าวิกฤติจะมาเยือนแล้ว พันธบัตรรัฐบาลก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่ดี

5. ลงทุนหุ้น แบบ Contrarian หรือการซื้อสวนตลาด

ลงทุนหุ้น ซื้อสวนตลาด

ท้ายที่สุด ก็คือ “หุ้น” ผู้อ่านหลายคนอาจจะถามว่า ‘บ้าหรอคุณ!!!“ (เอาจริงๆ หากเจอหน้ากันคงไม่ใช่คำว่าคุณ 555) แต่การซื้อหุ้นในยามที่ตลาดลงนั้นจริงๆ แล้ว ก็ถือเป็น 1 ในกลยุทธ์การลงทุนแบบ Contrarian หรือ การซื้อสวนตลาด ภายใต้สมมติฐานว่าตลาดจะกลับมาดี

อย่างไรก็ตามด้วยความผันผวนที่สูงระดับพีคมากที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติ Subprime นั้น การซื้อหุ้นสวนตลาดจึงควรทำควบคู่ไปกับมาตรการคุมความเสี่ยงเพิ่มเติมควบคู่มากเป็นพิเศษไปด้วย ประกอบไปด้วย การแบ่งไม้การลงทุนเป็นแบบย่อยที่สุด ซื้อครั้งละ 5-10% ของเงินที่ตั้งใจลงทุน เพื่อให้มั่นใจได้ว่า หากหุ้นนั้นๆลงต่อ เราก็จะมีเงินซื้อเสมอ และการทยอยซื้อนี้ ก็ควรซื้อห่างกันอย่างมีนัยยะเช่น ทุกๆการปรับตัวลง 5-10% จากราคาที่เข้าซื้อครั้งก่อนหน้าเท่านั้น

ด้วยวิธีการนี้หากแบ่งไม้ละ 5% ของเงินลงทุน ประกอบกับการเข้าซื้อทุกๆ 5% ที่ปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่ซื้อครั้งก่อนหน้า ทำให้แม้ราคาหุ้นปรับตัวลงไปกว่า 65% เราก็จะยังมีเงินให้ซื้อเสมอ หรือหากเปลี่ยนเป็นเข้าซื้อทุกๆการปรับตัวลงของราคาที่ซื้อก่อนหน้า 10% ก็จะทำให้ถึงแม้ราคาหุ้นลงไปกว่า 88% เราก็ยังมีเงินซื้อ

สำคัญคือ วิธีการนี้อาจแนะนำให้ใช้กับหุ้นที่มั่นใจว่าจะไม่เป็นศูนย์ หรือ การเข้าลงทุนพวกกองทุนดัชนีตลาดหุ้นเท่านั้น เพราะหากใช้วิธีนี้เข้าซื้อถัวเฉลี่ยผิดตัว แล้วห้นตัวนั้นเกิดล้มหายตายจากไป เงินของท่านก็อาจกลายเป็นศูนย์ได้

จะเห็นได้ว่า แม้วิกฤติยังมีโอกาสอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะเข้าใจสินทรัพย์และเลือกวิธีการลงทุนให้เหมาะกับตัวเราได้อย่างไรเท่านั้นเอง สุดท้ายแล้ว #นักลงทุนต้องชนะครับ!!!


ติดตามบทความอื่น ๆ อีกมากมายได้ที่ www.finspace.co
ติดตามเรื่องราวการเงินที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เป็นคุณก่อนใครได้ที่
Facebook : FinSpace
LINE Official : http://bit.ly/2qL8S48
Twitter : http://bit.ly/2keFfVD
Instagram : http://bit.ly/2ktv2o7
Blockdit : https://bit.ly/37EWqmb

อ่านอะไรต่อดี…